หน้าแรก > อาหารเพื่อสุขภาพ > รสชาติของอาหาร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือไม่ ?

รสชาติของอาหาร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือไม่ ?

หมวดหมู่ : อาหารเพื่อสุขภาพ 24 December 2018 เปิดอ่าน 29 ครั้ง

รสชาติอาหาร,รสชาติของอาหาร,รสชาติอาหารต่างๆ

ที่จริงแล้ว รสชาติของอาหาร เผ็ด เปรี้ยว หวาน มัน เค็มต่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะสามารถกระตุ้นให้ร่างกายเราเกิดความอยากอาหารได้ แต่หากรับประทานในปริมาณมากเกินไปนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดอะไรต่อร่างกายได้ด้วย

เราสามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้จากปุ่มรับรสที่ลิ้น เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะไปทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยและน้ำลายในปากไปสัมผัสกับปุ่มรับรสตามตำแหน่งต่างๆ บทลิ้น ซึ่งมีความไวต่อการรับรสต่างกัน เช่น

ปลายลิ้นไวต่อการรับรสหวาน

ใกล้บริเวณปลายลิ้นจะไวต่อการรับรสเค็ม

ด้านข้างของลิ้นมีความไวต่อการรับรสเปรี้ยว

โคนลิ้นมีความหมายต้องการรับรถขม

รสชาติของอาหาร ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค

รสชาติอาหาร,รสชาติของอาหาร,รสชาติอาหารต่างๆ

1.อาหารที่มีรสเผ็ด

อาหารที่ให้รสเผ็ด ได้แก่ พริก กระเทียม หัวหอม กานพลู เป็นต้น ที่จริงแล้วความเผ็ดร้อนที่ได้จากอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ขับเหงื่อ ขับลม รวมทั้งแก้อาการจุกเสียด แน่นท้องได้ด้วย แต่ถ้าหากกินมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่น โรคหัวใจ เพราะรสเผ็ดจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้

นอกจากนี้อาหารรสเผ็ดบางอย่างเป็นพวกเครื่องแกง ที่มักจะมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรสที่มีส่วนประกอบของโซเดียม ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต โรคความดันโลหิตสูง อีกทานอาหารรสเผ็ดยังทำให้เรามีความอยากอาหารมากขึ้นคิดว่าอะไรหลายคนคงเคยมีประสบการณ์เวลากินอาหารเผ็ดๆ ก็มักจะหาอาหารอย่างอื่นมากินเพื่อให้หายเผ็ด ยิ่งกินมากก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนนะ

ที่สำคัญใครกำลังเป็นสิว หรือต่อมไขมันกำลังอักเสบก็ไม่ควรทานอาหารรสเผ็ดเลย เพราะจะทำให้ต่อมไขมันทำงานหนักเกินไป สิวก็จะยิ่งเกิดง่ายขึ้น ส่วนผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสนี้ เพราะจะทำให้เกิดกรดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและปวดแน่นท้องมากขึ้น

รสชาติอาหาร,รสชาติของอาหาร,รสชาติอาหารต่างๆ

2.อาหารที่มีรสเปรี้ยว

อาหารที่มีรสเปรี้ยว ได้แก่ มะนาว มะกรูด มะม่วงดิบ สับปะรด มะขาม น้ำส้มสายชู ผลไม้ต่างๆ เป็นต้น มีข้อดีคือช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อยออกมา แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายอ่อนๆ เวลาเป็นหวัดมีเสมหะ อาหารรสเปรี้ยวจะช่วยขับเสมหะได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังช่วยในการดูดซึมอาหารด้วย

แต่ถ้าทานมากเกินไปก็สามารถก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้เช่นกัน บางคนเมื่อรับประทานอาหารรสเปรี้ยวมากก็จะมีอาการท้องเสีย ร้อนใน บาดแผลหายช้า ที่สำคัญอาจทำให้กระดูกผุได้หากเพิ่มความเปรี้ยวโดยการใส่น้ำส้มสายชู

รสชาติอาหาร,รสชาติของอาหาร,รสชาติอาหารต่างๆ

3.อาหารที่มีรสหวาน

อาหารที่มีรสหวาน ได้แก่ อาหารที่ให้น้ำตาล น้ำผึ้ง ผักผลไม้สุกบางชนิด เช่น มะม่วง มะละกอ อ้อย กล้วย ลำใย เงาะ เป็นต้น เวลาที่เรามีอาการปวดเกร็งตามกล้ามเนื้อ เหนื่อย อ่อนเพลีย หากได้ทานอาหารที่มีรสหวานก็จะกลับมากระชุ่มกระชวยมีกำลังมากขึ้น

ในคนที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำซึ่งจะแสดงอาการใจสั่น เหงื่อแตก ตัวเย็น หน้ามืด ถ้าหากฉีดน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกายหรือทานน้ำหวานเข้าไปก็จะกลับมาเป็นปกติอย่างเดิม เพราะน้ำตาลเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ที่ให้พลังงานต่อร่างกายในทันทีที่กินเข้าไป

เมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายจะมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า อินซูลิน (Insulin) ทำหน้าที่ลดน้ำตาลกลูโคสในเลือด ถ้าหากเรารับประทานอาหารรสหวานมากเกินไป จนร่างกายเราไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ก็จะทำให้เราเป็นโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคอ้วนเพราะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป รวมทั้งความอยากอาหารลดลง ปังคนคงเคยทานผลไม้หวานๆ หรือน้ำหวานก่อนที่จะรับประทานข้าวจึงทำให้เรารู้สึกอิ่มและกินข้าวน้อยลง

รสชาติอาหาร,รสชาติของอาหาร,รสชาติอาหารต่างๆ

4.อาหารที่มีรสเค็ม

อาหารที่ให้รสเค็ม ได้แก่ เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอส เป็นต้น ถ้าเรารับประทานเข็มในปริมาณที่พอดี (สูงสุดไม่ควรเกิน 6,000 mg ต่อวัน) จะช่วยขับร้อน แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน บรรเทาอาการท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากเรากินมากเกินไปจะทำให้ระบบการดูดซึมอาหารของร่างกายทำงานหนัก ร่างกายพยายามขับเกลือทิ้งออกทางเหงื่อและปัสสาวะ จึงทำให้เรารู้สึกกระหายน้ำ ร้อนในได้ บางทีอาจก่อให้เกิดอาการอาเจียน อาการบวมน้ำได้เช่นกัน

นอกจากนี้การทำเกลือซึ่งมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญยังทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และเสียงต่อการเกิดภาวะไตวายมากขึ้น

อาหารแต่ละชนิดจะมีรสชาติเป็นธรรมชาติในตัวของมันเองอยู่แล้ว เช่น ผักสดที่พึ่งเจ็บมาจะมีรสหวาน มะม่วงดิบจะมีรสเปรี้ยว เราอาจจะไม่ต้องปรุงอะไรเลย ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายจึงควรเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งรสชาติให้น้อยที่สุด หรือมีรสชาติตามธรรมชาติจะดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ สุขภาพดี ตั้งแต่ตื่นยันนอน

หากคุณชอบเนื้อหาในบทความนี้สามารถอุดหนุนของแท้ได้ที่นี้ > หนังสือ สุขภาพดี ตั้งแต่ตื่นยันนอน

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook