หน้าแรก > ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ > คนที่คิดว่า “ไปหาหมอก่อนเถอะ” คือ “ลูกค้าอันโอชะ” ของหมอ

คนที่คิดว่า “ไปหาหมอก่อนเถอะ” คือ “ลูกค้าอันโอชะ” ของหมอ

หมวดหมู่ : ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ 21 October 2017 เปิดอ่าน 815 ครั้ง

ไปหาหมอ,หาหมอ,ป่วยไปหาหมอ,ป่วยหาหมอ

ไปหาหมอจนเหมือนไปร้านสะดวกซื้อ

คนส่วนใหญ่แม้มีไข้หรือไอเพียงเล็กน้อยก็มักพูดติดปากว่า “ไปหาหมอก่อนเถอะ” ทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบไปโรงพยาบาลขนาดนั้น เหตุผลน่าจะเป็นเพราะประชากรในประเทศนี้เป็นคนจริงจังและขี้กังวล และยังเป็นเพราะใครๆ ก็ใช้ “ประกันสุขภาพ” ทำให้ไปตรวจรักษาโรคที่สถาบันการแพทย์ที่ชื่นชอบได้ในราคาย่อมเยาเท่าเทียมกันทั่วประเทศกระมัง

ญี่ปุ่นยืดอกอยู่ในโลกได้อย่างภาคภูมิเนื่องจาก “ความปลอดภัย 2 ประการ”

  1. หากหมุนก๊อกน้ำก็จะมีน้ำประปาที่ปลอดภัยและรสชาติดีไหลพรู
  2. ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบการรักษาอันดับต้นๆ ของโลกได้ตามสมควร

ถ้ามีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย คนญี่ปุ่นจะไปโรงพยาบาลเมื่อไรก็ได้ ยื่นบัตรประกันสุขภาพใบเดียวก็เข้ารับการรักษาตามที่จำเป็นโดยแบกภาระค่าใช้จ่ายเพียง 30% นี่คือสิทธิอันชอบธรรมในประเทศญี่ปุ่น ทว่าระบบประกันสุขภาพของประชากรโลกในแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างมากครับ

ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่เป็นไส้ติ่งอักเสบ (เฉียบพลัน) ในญี่ปุ่น ค่ารักษาในโรงพยาบาลรวมถึงส่วนที่คนไข้ส่วนที่คนไข้ต้องจ่ายอยู่ที่ 300,000 – 400,000 เยน (ประมาณ 81,540 – 108,720 บาท) แม้ภาระที่คนไข้ต้องรับผิดชอบจะค่อนข้างสูง แต่ปกติส่วนที่เกิน 87,000 เยนจะเป็นค่าใช้จ่ายของประกันสุขภาพ

ขณะที่ค่าเฉลี่ยกลางๆ ของค่ารักษาพยาบาลของคนไข้ 19,000 คนในสหรัฐอเมริกาต่ออาการไส้ติ่งอักเสบ เพียงแค่เข้าโรงพยาบาลก็มีค่าใช้จ่าย 2.7 ล้านเยน (ประมาณ 733,863 บาท) แล้ว ยิ่งกว่านั้นความแตกต่างของค่าใช้จ่ายยังมากอย่างไม่น่าเชื่อ คือตั้งแต่ถูกสุด 120,000 เยน ไปจนถึงสูงสุด 14 ล้านเยน (ประมาณ 32,610 – 3,805,200 บาท) แล้วแต่พื้นที่

ก่อนประธานาธิบดีโอบามาจะปฏิรูประบบ จะมีคนอเมริกัน 1 ใน 7 คนที่ไม่มีประกัน เพราะไม่มีระบบประกันสุขภาพให้ประชากรทุกคน แม้จะสมัครประกันของเอกชนไว้ แต่ครึ่งหนึ่งของคนที่ “ลำบากในการจ่ายค่ารักษา” ก็มีอยู่ถึง 73 ล้านคน และพบว่า 30 ล้านคนในจำนวนนั้นถึงขั้นถูกบริษัทตามทวงหนี้เลยทีเดียว

ในทางตรงข้าม ระบบประกันสุขภาพของประชากรญี่ปุ่นได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี ค.ศ. 2000 ว่า “ครอบคลุมที่สุดในโลก” และการประเมินขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OCED) ก็บอกว่า “การสนับสนุนด้านการแพทย์ของญี่ปุ่นอยู่ในระดับแนวหน้าของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว” แต่สัดส่วน GDP ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์กลับ “ถูก” เป็นอันดับ 18 จาก 84 ประเทศในกลุ่มเดียวกัน

ญี่ปุ่นคงนโยบายค่ารักษาพยาบาลต่ำมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลก หมอหรือแพทย์เป็นอาชีพที่ “ลงทุนเล็กน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมาก” แพทย์ในยุโรปและอเมริกาตรวจคนไข้ 10-20 คนต่อวัน ขณะที่หมอในญี่ปุ่นตรวจคนไข้ถึง 40-50 คนเป็นปกติ ถือว่ายุ่งที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว จนถูกหาว่า “บ้างาน”

การที่คนไข้มักไปหาหมอด้วยความรู้สึกเหมือนไปร้านสะดวกซื้อนั่นแหละครับ คือหลุมพรางขนาดใหญ่

หมอใจดีจริงหรือ

  หากผู้ป่วยจามแล้ววิ่งไปโรงพยาบาลก็จะได้ยินเสียงหมอพูดแค่ “น่าจะเป็นหวัด” แล้วจงใจจ่ายยาแก้ไอ ยาลดไข้  ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดต่างๆ …

น่าจะมีหลายรายที่หมอแนะนำให้ตรวจนู่นตรวจนี่เพิ่มไม่จบไม่สิ้น ประมาณว่า “ไหนๆ แล้ว ถือโอกาสวัดความดันด้วยเลยไหมครับ อ๊ะ ตัวเลขค่อนข้างสูงนะ เอายาไปกินหน่อยแล้วกัน ค่าน้ำตาลในเลือดก็น่าเป็นห่วงด้วย”

คุณนึกขอบคุณ “คุณหมอแสนใจดี” คนนั้นไหมครับ หลักจากนั้นคุณก็ไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ตรวจสุขภาพ ตรวจหามะเร็งด้วยความซื่อสัตย์ทุกปี หน้าซีดตัวสั่นเมื่อหมอบอกว่า “ความดันสูง” “มีเงาในปอด” ระหว่างนั้นก็กินยาไปมากมาย เข้ารับการตรวจสุขภาพเสียละเอียดยิบ

พอถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง คุณก็ยอมรับการรักษาตามเกณฑ์มาตรฐานแต่โดยดี ไม่ว่าจะผ่าตัด วิธีเคมีบำบัด (ทำคีโม: chemotherapy) หรือฉายรังสี

หมอเลี้ยงชีวิตด้วยธุรกิจจากการรักษา หมอญี่ปุ่นจึงพยาบาลเพิ่มจำนวนคนไข้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องมาโรงพยาบาลเป็นประจำ ถ้าคุณผู้อ่านไม่ว่าในประเทศใดถูกหมอล่อหลอกจนกลายเป็น “ลูกค้าอันโอชะ” ของหมอ นอกจากถวายเงินและเวลาอันมีค่าให้หมอแล้ว นั่นหมายถึงคุณยังบั่นทอนชีวิตตัวเองให้สั้นลงด้วย

ไม่ว่าท่านจะเป็นโรคอะไรก็ตามย่อมมีทางรักษาเสมอ อย่าเชื่ออะไรเพียงเพราะได้ฟังต่อๆกันมา หรือ คนส่วนใหญ่เขาว่า แต่จงหาข้อมูลให้รู้แจ้งเห็นจริงจึงตัดสินใจ จึงจะส่งผลให้ชีวิตของคุณยืนนานขึ้น อยากมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรงเรามีตัวช่วย ติดต่อเราเพื่อดูแลคุณได้ที่ 064-456-1565  Line : 0644561565

 

อ้างอิงข้อมูลนี้มาจากหนังสือเรื่อง ” 47 เรื่องต้องรู้ก่อนไปหาหมอ ” คนเขียนคือ คนโด มะโกะโตะ

แพทย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในญี่ปุ่นในปี 2012

และ นายแพทย์คนโด มะโกะโตะ ยังได้รับเกียรติให้รับรางวัล “Kikuchi Kan Awards ครั้งที่ 60” หากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พอจะได้ความรู้มากขึ้น

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook