หน้าแรก > โรคมะเร็ง ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ > คนร่างกายแข็งแรงควรหลีกเลี่ยงการฉายรังสี ทำซีทีสแกน !!?

คนร่างกายแข็งแรงควรหลีกเลี่ยงการฉายรังสี ทำซีทีสแกน !!?

หมวดหมู่ : โรคมะเร็ง, ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ 8 November 2017 เปิดอ่าน 292 ครั้ง

การฉายรังสี,ฉายรังสี,ซีทีสแกน,ทำซีทีสแกน,CT scan

การฉายรังสี ทำซีทีสแกน แม้ครั้งเดียวก็เสี่ยงที่เนื้อร้ายจะลุกลาม

หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2011 คนญี่ปุ่นก็อ่อนไหวกับปัญหากัมมันตรังสีรั่วไหลมาก บ้างก็ว่า “ปริมาณน้อยไม่เป็นไรหรอก” อีกคนก็บอกว่า “ยังไงก็อันตรายอยู่ดี”

ทว่าการตรวจวินิจฉัยมะเร็งโดยการเอกซเรย์หรือทำซีทีสแกน (CT scan) นั้นไม่ต่างจากการ “ฉายรังสีรักษา” เลย เพราะฉะนั้นคนที่สุขภาพดีอยู่แล้วก็ควรหลีกเลี่ยงการตรวจโรคโดยการรับรังสีเป็นอย่างแรกเลยครับ ไม่ว่าปริมาณรังสีที่ฉายสแกนไปทั่วร่างจะมีค่าแค่ 1 หน่วยหรือ 100 หน่วย ก็นำไปสู่การเกิดมะเร็งได้ทั้งสิ้น องค์กรทางการแพทย์ของญี่ปุ่นเฝ้าอธิบายว่า การฉายรังสีทางการแพทย์แทบจะไม่มีอันตรายอะไรเลย ส่วนบริษัทผลิตไฟฟ้าและรัฐบาลญี่ปุ่นก็พูดออกมาอย่างไม่สำนึกสักนิดว่า “พลังงานนิวเคลียร์ปลอดภัย รังสีไม่เป็นอันตราย” เพื่อผลักดันระบบนิวเคลียร์ให้พัฒนา

แพทย์ก็เช่นกัน พวกเขาจะแนะนำคนไข้ให้ “ทำซีทีสแกนเผื่อไว้” หรือ “เพื่อความชัวร์” เพราะได้กำไรเร็วกว่าการสอบถามประวัติหรือตรวจฟังการเต้นของหัวใจมาก

ญี่ปุ่นมีเครื่องซีทีสแกนมากที่สุดในโลก คือมากกว่า 1 ใน 3 ของเครื่องซีทีสแกนที่ติดตั้งอยู่ทั่วโลก ปี ค.ศ. 1993 มี 8,000 เครื่อง ปี ค.ศ. 2003 เพิ่มเป็น 14,000 เครื่อง และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ประชากรรับการตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยการฉายรังสี รวมถึงมีอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งซึ่งเกิดจากตรวจในขั้นเลวร้ายที่สุด

การวิจัยของอังกฤษจากนิตยสารการแพทย์ The Lancet ปี ค.ศ. 2004 ระบุว่า

“32% ของผู้เสียชีวิตจากมะเร็ง มีสาเหตุมาจากการรับรังสีทางการแพทย์”

“ใน 15 ประเทศ ญี่ปุ่นมีการตรวจโรคด้วยซีทีสแกนมากที่สุด”

“มีอิทธิพลที่ทำให้เกิดมะเร็งมากกว่าอังกฤษ 5 เท่า”

ปริมาณรังสีที่ได้รับจาก “การทำซีทีสแกนไว้ก่อนเพื่อความชัวร์” พอๆ กับปริมาณรังสีที่คนญี่ปุ่นต้องอพยพลี้ภัย

การตรวจซีทีสแกนคือการฉายรังสีเอกซ์ไปรอบตัวทั้ง 360 องศา แล้วประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ วินิจฉัยอาการจากการมองภาพหน้าตัดของร่างกาย ปริมาณรังสีมากกว่าถ่ายภาพเอกซเรย์ 200-300 เท่า แม้จะทำซีทีสแกนเพียงครั้งเดียว ปริมาณรังสีก็เพียงพอที่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งจนถึงแก่ชีวิตได้ครับ

อธิบายให้เป็นรูปธรรมคือ การทำซีทีสแกนเพียงครั้งเดียว มีโอกาสทำให้คนช่วงอายุ 45 ปีจำนวน 10,000 คน เสียชีวิตจากมะเร็งซึ่งเกิดจากการรับรังสีไปได้ 8 คน (0.08%) และหากเข้ารับการตรวจแบบเดิมทุกๆ ปีตลอดระยะเวลา 30 ปี อัตราส่วนจะเพิ่มเป็น 190 คน ใน 10,000 คน (1.9%)

แม้จะทำซีทีสแกนแค่ช่วงอก ตัวเลขปริมาณรังสีที่ได้รับก็ยังมากอย่างไม่น่าเชื่อ

ปริมาณการรั่วไหลใน “1 ปี” หลังเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ ที่เพียงพอจะสั่งให้อพยพคือ 20 มิลลิซีเวิร์ต (mSv) ซึ่งการทำซีทีสแกนทรวงอก 1 ครั้ง ต้องรับรังสีเกือบจะ10 มิลลิซีเวิร์ต ถือเป็นครึ่งหนึ่งแล้ว ยิ่งกว่านั้นโดยทั่วไปจะเป็นการทำ “ซีทีสแกนฉีดสี” คือหลังจากถ่ายภาพครั้งหนึ่งแล้ว จะฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ แล้วถ่ายภายอีกครั้งรวมเป็น 2 ครั้ง รวมเท่ากับ 20 มิลลิซีเวิร์ต ส่วนซีทีสแกนช่องท้องและกระดูกเชิงกรานยิ่งได้รับปริมาณรังสีมากเข้าไปอีก ครั้งเดียวได้รับถึง 20 มิลลิซีเวิร์ต และหากถึงขั้นทำซีทีสแกนแบบฉีดสีก็จะเพิ่มเป็นเท่าตัว

ซ้ำร้ายกว่านั้น 80-90% ของการทำซีทีสแกนในญี่ปุ่นไม่มีความจำเป็นเลย

ส่วนการเอกซเรย์ เทียบกันแล้วการตรวจในโรงพยาบาลถูกกว่าแต่ในกรณีที่ต้องอาศัยรถตรวจสุขภาพไปตามบริษัทหรือชุมชนนั้นต้องระวังเป็นพิเศษ อุปกรณ์ถ่ายภาพเอกซเรย์ในรถตรวจสุขภาพเป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพระยะใกล้เทียบกับอุปกรณ์ในโรงพยาบาล ทำให้ได้รับปริมาณรังสีมากกว่า 3-10 เท่า ที่สหรัฐอเมริกาเลิกใช้เครื่องถ่ายระยะใกล้ไปแล้วขณะที่ญี่ปุ่นยังใช้อยู่

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาต่างตั้งสมมติฐานว่า การตรวจด้วยรังสีอาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดก้อนเนื้อร้าย ทั้งยังมีการเคลื่อนไหวปกป้องคนไข้ ทว่าทั้งหมดทั้งคนไข้ที่ญี่ปุ่นกลับทำซีทีสแกนอยู่ร่ำไป มีอะไรก็ทำซีทีสแกนไว้ก่อน ปริมาณรังสีที่ประชาชนได้รับจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีบางทฤษฎีบอกว่า มันเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์มะเร็งกว่า 6%

ดังนั้นกรุณาระมัดระวัง อย่าให้ตัวเองต้องรับเคราะห์จากการทำซีทีสแกนเลยนะครับ

 

โรคมะเร็ง สามารถรักษาได้ด้วยอาหารเสริม พลูคาวพลัส ดีที่สุดในประเทศไทย

มีรีวิวผู้ทานจริงมากมาย สามารถสอบถามสั่งซื้อได้ที่  064-456-1565  Line : 0644561565

 

อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือเรื่อง ” 47 เรื่องต้องรู้ก่อนไปหาหมอ ” คนเขียนคือ คนโด มะโกะโตะ

แพทย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในญี่ปุ่นในปี 2012

นายแพทย์คนโด มะโกะโตะ ยังได้รับเกียรติให้รับรางวัล “Kikuchi Kan Awards ครั้งที่ 60”

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook