Wednesday 19 December 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ > กรณีศึกษา : ความเสียหายจากการรักษา หมอแผนปัจจุบันที่พบบ่อย

กรณีศึกษา : ความเสียหายจากการรักษา หมอแผนปัจจุบันที่พบบ่อย

หมวดหมู่ : ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ 30 November 2017 เปิดอ่าน 253 ครั้ง

ความเสียหายจากการรักษา,ผลกระทบจากการรักษา,ผลเสียจากการรักษา

ตัวอย่าง ความเสียหายจากการรักษา หมอแผนปัจจุบัน

เคส 1

เข้ารับการตรวจที่แพทย์แนะนำ แล้วมีอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ถาม:  ภรรยาผมอายุ 50 ปี ไปหาหมอแล้วตรวจตับอ่อนและท่อน้ำดี (ERCP) จู่ๆ ก็มีอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันและทรมานมาก ไม่ตรวจดีกว่าหรือเปล่า

ชื่อทางการของ ERCP คือ “endoscopic retrograde cholangiopan creatography: ส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน” เป็นการส่องกล้องเข้าไปจนถึงบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น แล้วฉีดสีเข้าไปในท่อน้ำดีและตับอ่อนก่อนจะเอกซเรย์ออกมา ตอนฉีดสีเข้าไปในท่อตับอ่อน อะไรบางอย่างอาจไปทำให้ของเหลวในตับอ่อนรั่วทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างละลาย (ของเหลวในตับอ่อนรวมถึงเอนไซม์ช่วยย่อยอันทรงพลังด้วย) จึงเกิดอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

พอได้ยินคำว่าตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน อาจนึกถึงภาพทางเดินหายใจตอนบนอักเสบเฉียบพลัน หรือเป็นหวัดนั่นเองแต่อาการนี้หนักกว่าหวัดมากทีเดียวครับ ปวดท้องหนักถึงขนาดเหงื่อแตกจนเจ้าตัวคิดว่าจะตายเสียแล้ว และอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการทำ ERCP นั้นมีไม่น้อย บางกรณีถึงขั้นเสียชีวิตเลย ดังนั้นผมจึงไม่แนะนำครับ  ( ความเสียหายจากการรักษา )

 

เคส 2

หมอกลับบอกว่า “ไม่ใช่มะเร็ง” หลังจากตัดก้อนมะเร็งออกไปแล้ว

ถาม: ดิฉันอายุ 40 ปี เมื่อปีที่แล้วหมอวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม “คลาส 5 (เป็นเนื้อร้ายแน่นอน)” มีก้อนเนื้อขนาด 2 เซนติเมตรอยู่ในหน้าอกก็เลยผ่าตัดเต้านมทิ้งทั้งเต้า แต่เมื่อเอาก้อนเนื้อไปตรวจอีกครั้งหนึ่งหลังผ่าตัดปรากฏว่าเป็น “คลาส 2 (ไม่ใช่เนื้อร้าย)” การตรวจสอบอีกอย่างบอกว่าเป็นเนื้องอกที่ประกอบด้วยเส้นใย (fibroma) ไม่ใช่มะเร็ง โรงพยาบาลยอมรับความผิดพลาดและให้เข้าไปคุยกับทนายค่ะ

เนื้องอก fibroma ไม่มีพิษภัย ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมทิ้งครับ มีไม่น้อยเลยที่เจอก้อนเนื้อแบบนี้แล้วนำมาส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจสอบทางพยาธิวิทยา แต่หมอวินิจฉัยผิดว่าเป็นมะเร็งเต้านม จนคนไข้ถูกตัดเต้านมข้างหนึ่งทิ้งไปอย่างโหดร้าย

แม้แต่ผมก็เจอเรื่องแบบนี้เสมอ พอนำตัวอย่างเซลล์ของคนที่มาปรึกษามาส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทางพยาธิวิทยาตรวจอีกครั้ง (เนื่องจากหมอโรงพยาบาลอื่นตรวจเซลล์และเนื้อเยื่อแล้วพบว่าเป็นมะเร็ง พร้อมกับแนะนำให้ตัดทิ้ง) ผลก็กลับกลายเป็น “เนื้องอกธรรมดา” เท่านั้น แค่คิดว่าถ้าคนไข้รับการผ่าตัดเต้านมไปเสียแล้ว ก็น่ากลัวนะครับ

ตอนนี้ผมคิดว่าลดลงแล้ว แต่เมื่อ 20 ปีก่อนมีคนถูกตัดเต้านมทิ้งทั้งที่เป็นเพียงเนื้องอกธรรมดามากกว่า 10% ของการผ่าตัดมะเร็งเต้านมในญี่ปุ่นและมากกว่า 2,000 คนต่อปี ( ความเสียหายจากการรักษา )

 

เคส 3

คอบวมแล้วพยาบาลให้ยาเหน็บ (ยาแก้ปวด) สุดท้ายก็มีสภาพเหมือนผัก กลายเป็นเจ้าชายนิทรา

ถาม: สามีดิฉันอายุ 60 ปี เป็นโรคเบาหวาน มีอาการคอบวมก็เลยไปตรวจ หมอบอกให้แอ็ตมิตเพราะกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน คุณพยาบาลให้ยาแก้ปวดเป็นยาเหน็บ ทันใดนั้นสามีก็ชัก หยุดหายใจ จนกลายสภาพเป็นผัก โดยไม่ได้ทำการรักษาอย่างฉุกเฉิน แพทย์ผู้รับผิดชอบก็อธิบายไม่ได้ หัวหน้าแพทย์แผนกหูคอจมูกมาขอโทษที่ “มีความสามารถไม่พอ” ตอนนี้อยู่ในระหว่างโต้เถียงกัน รับไม่ได้มากค่ะ

สภาพเหมือนผักคือ “การนอนหลับตลอดกาล” เป็นอาการหมดสติเมื่อหัวใจหยุดเต้นจนทำให้เลือด (รวมถึงออกซิเจน) ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ สมองจะเสียหาย ไม่สามารถกู้คืนมาได้หลายนาทีหรือมากกว่านั้น

หากคว้าเครื่องช่วยชีวิตฉุกเฉิน เช่น เครื่องช่วยหายใจ หรือปั๊มหัวใจมาใช้อย่างทันท่วงทีก็จะฟื้นคืนมาได้ แต่คำว่า “ไม่ได้ทำการรักษาอย่างฉุกเฉิน” คงหมายความว่าไม่มีแพทย์อยู่ตรงนั้นใช่ไหมครับ

อาการกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลันมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส บางทียาเหน็บที่ใช้คงเป็นยาแก้ปวดลดไข้แก้อักเสบที่ไม่มีสเตียรอยด์ เช่น Voltaren หรือ Indomethacin ซึ่งเป็นตัวยาเดียวกับเวลาปวดหัวไปหาหมอ แล้วหมอสั่งจ่ายเพื่อ “ลดไข้”

ผมคงสรุปฟันธงลงไปไม่ได้ แต่ในกรณีของคนไข้รายนี้ คิดว่าน่าจะเกิดอาการช็อกเฉียบพลันจากผลข้างเคียงของยาแก้ปวดลดไข้ (ระบบหมุนเวียนเลือดหยุดชะงัก) ยาแก้ปวดลดไข้ก็มีด้านอันตรายใหญ่หลวงที่คาดเดาไม่ถูกแบบนี้เหมือนกันครับ ( ความเสียหายจากการรักษา )

 

เคส 4

เกิดการติดเชื้อ MRSA จากโรงพยาบาลจนอาการแย่ลงหลังผ่าตัด ทำให้เดินไม่ได้ในที่สุด

ถาม: แม่ผมอายุ 40 ปี ติดเชื้อแบคทีเรีย MRSA หลังเข้ารับการผ่าตัดโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์จนอาการแย่ลง ก่อนเข้าโรงพยาบาลยังเดินได้อยู่เลย แต่ตอนนี้ลำตัวช่วงล่างขยับไม่ได้แม้แต่น้อย หมอทำให้เป็นอย่างนี้แล้วยังจะบีบให้ออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า รับไม่ได้เลยครับ

MRSA คือชื่อย่อของ “แบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัสซึ่งดื้อยาเมทิซิลลิน (methicillin-resistant Staphylococcus aureus)” เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเพนิซิลลินกำราบไม่ได้ผล แบคทีเรียนี้เกินจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างผิดๆ และกลายเป็นปัญหาระดับโลก แต่แทบทุกโรงพยาบาลในญี่ปุ่นน่าจะยังมีเจ้าแบคทีเรียนี้โลดแล่นอยู่

คนที่หมดแรงหรือเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล อาการจะทรุดลงได้ง่ายเพราะยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผล ถ้าหลังผ่าตัดเดินไม่ได้ น่าจะเข้ารับการผ่าตัดบริเวณหัวเข่าหรือสะโพก เพราะข้อต่อจะอ่อนแอมากจากการติดเชื้อ การผ่าตัดจำเป็นต้องทำในที่ปลอดเชื้อครับ แต่กลับพบว่าความจริงหมอหลายคนก็ผ่าตัดให้ห้องผ่าตัดที่ไม่ค่อยสะอาด ( ความเสียหายจากการรักษา )

คนไข้รายนี้มีสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงควรเป็นฝ่ายดูแลรับผิดชอบอย่างเต็มที่ แปลกมากเลยครับที่เคสนี้ถูกหมอบังคับให้ออกจากโรงพยาบาล ผมว่าคนไข้ไม่จำเป็นต้องออกเลย

 

“สภาพเหมือนผักคือ ‘การนอนหลับตลอดกาล’ เป็นอาการหมดสติเมื่อหัวใจหยุดเต้นจนทำให้เลือด (รวมถึงออกซิเจน) ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ…

ยาแก้ปวดลดไข้ก็มีด้านอันตรายใหญ่หลวงที่คาดเดาไม่ถูกแบบนี้เหมือนกัน”

 

ฟื้นฟูโรคต่างๆกลับมาปกติอีกครั้ง ไม่ต้องพึ่งหมอ ด้วยอาหารเสริม พลูคาวพลัสลูทีน ดีที่สุดในประเทศไทย

มีรีวิวผู้ทานจริงมากมาย สามารถสอบถามสั่งซื้อได้ที่  064-456-1565  Line : 0644561565

เพิ่มเพื่อน

 

อ้างอิงข้อมูลนี้มาจากหนังสือเรื่อง ” 47 เรื่องต้องรู้ก่อนไปหาหมอ ” คนเขียนคือ คนโด มะโกะโตะ

แพทย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในญี่ปุ่นในปี 2012

และ นายแพทย์คนโด มะโกะโตะ ยังได้รับเกียรติให้รับรางวัล “Kikuchi Kan Awards ครั้งที่ 60” หากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พอจะได้ความรู้มากขึ้น

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook