Wednesday 19 December 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > โรคมะเร็ง ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ > ระวังการบิดเบือนเรื่อง “ วิธีรักษามะเร็ง ” จากหมอแผนปัจจุบัน

ระวังการบิดเบือนเรื่อง “ วิธีรักษามะเร็ง ” จากหมอแผนปัจจุบัน

หมวดหมู่ : โรคมะเร็ง, ใบสั่งยาอาจฆ่าคุณ 29 November 2017 เปิดอ่าน 238 ครั้ง

วิธีรักษามะเร็ง,รักษามะเร็ง,โรคมะเร็ง,รักษาโรคมะเร็ง

มี “ วิธีรักษามะเร็ง ที่ไม่น่าไว้ใจ ” เต็มไปหมด!

หนังสือที่แพทย์แนะนำว่า “ วิธีนี้รักษามะเร็ง ได้” ออกกันมานับร้อยๆเล่มชื่อเรื่องเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ

วิธีทำให้ก้อนมะเร็งในตอนนี้หายไปได้

วิธีช่วยชีวิตคุณจากโรคมะเร็ง

ความมหัศจรรย์ของ xxx ใช้ได้ผลกับมะเร็ง

ก้อนมะเร็ง! หายไป ปาฏิหาริย์ของ xxx ฯลฯ

วิธีรักษามีทั้งทางวิทยาศาสตร์และวิธีธรรมชาติ เช่น ใช้สมุนไพรจีน ฝังเข็ม ไฮโดรเจนไอออนประจุลบ น้ำด่าง วิตามินซีเข้มข้น แมโครไบโอติก (macrobiotic) ควบคุมอาหารสูตรเกอร์สันบำบัด (Gerson therapy) อดอาหาร งดอาหารที่มีนมผง น้ำแครอต น้ำผัก น้ำผักญี่ปุ่น (ส่วนใหญ่ทำจากบล็อกโคลี) สาหร่ายวะกะเมะ สาหร่ายคอมบุ น้ำส้มสายชูข้าว ชา Taheebo สิ่งที่ผลิตแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส เห็ดมะสึตาเกะ รักษาด้วยภูมิคุ้มกัน รักษาด้วยเม็ดเลือดขาว ฉีดวัคซีน ปัสสาวะ ยา MMK lodine เจอร์เมเนียน ใบของต้นผีผาหรือปีแป๋ ฯลฯ…ทำเหมือนกับว่าในโลกนี้จะไม่มีอะไรที่รักษามะเร็งไม่ได้

ทว่าผมตรวจคนไข้มาหลายร้อยคน และพิจารณาบทความของทั่วโลกก็ยังไม่เคยเห็นใครกลับมามีชีวิตใหม่หลังจากความอ่อนแอเมื่ออาการป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายทุเลาหรือก้อนมะเร็งที่ลุกลามหายไปเลย มะเร็งจริงจะลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่นและช่วงชิงชีวิตเจ้าของไปในท้ายที่สุด กระนั้นเพื่อให้รู้แน่ว่าวิธีของหมอที่ยืนกรานว่า “รักษามะเร็งได้”จะจริงขนาดไหน ผมจึงอ่านข้อมูลเปรียบเทียบมาครับ

ผลลัพธ์อันมีประสิทธิภาพคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่… 1  ก้อนมะเร็งหายไป  2  เล็กลง  3  ไม่ใหญ่ขึ้น  4  มีชีวิตอยู่ยาวนาน

ติดที่มีเคสชุ่ยๆ มากเกินไป แม้แต่การตรวจวินิจฉัยมะเร็งที่จำเป็นอย่างการ “ตัดชิ้นเนื้อส่วนที่ผิดปกติมาวิเคราะห์ดูเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์” ยังไม่ทำเลย ตัวอย่างเช่น หมอบางคนบอกว่าเงาในปอดคือ “ก้อนมะเร็งลุกลาม” และแนะนำให้รักษาตามวิธีของตน ก่อนจะจบด้วยมุก “นี่ไงล่ะ มะเร็งหายไปแล้ว” เป็นแบบนี้เสียหลายเคสเลยละครับ

ทำไมหมอทั่วไปถึงคิดว่า “ วิธีรักษามะเร็ง ที่ไม่น่าไว้ใจ” ได้ผลแน่ๆ

  1. หมอวินิจฉัยผิด

แม้การใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วยตรวจสอบนั้นจะแม่นยำสูง แต่ก็พบว่ามีหลายครั้งที่ผลตรวจสรุปว่าเป็น “เนื้องอกธรรมดา” ในต่างประเทศ แต่กลับกลายเป็น “มะเร็ง” ในญี่ปุ่น นอกจากนี้ถ้าไม่มีอาการผิดปกติอะไร ส่วนให่ญ่จะเป็น “มะเร็งแฝง” ที่ก้อนเนื้อจะไม่ใหญ่ขึ้น หรือ “มะเร็งที่ไม่ลุกลาม” ซึ่งจะหายไปเองตามธรรมชาติ

แต่หมอกลับพูดเหมือนจะแสดงปาฏิหาริย์ “ถ้าทำอย่างนี้ก้อนมะเร็งจะหายไป” เรียกว่าบิดเบือนกันอย่างชัดเจนเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น วินิจฉัยมะเร็งโดยการเก็บตัวอย่างเลือดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถทำได้ แต่ก็ยังจะหลอกเอาเงินจากคนปกติว่า “ตรวจเลือดก็รู้ว่าเป็นมะเร็งแล้ว” ทำให้สร้างเครือข่ายการตรวจเลือดขนาดใหญ่อย่างแพร่หลายไปทั่ว

  1. ใช้วิธีรังสีรักษาและทำเคมีบำบัดกันมาก แต่หมอก็ยังไม่รู้ว่าแบบไหนจะได้ผล

ประสบการณ์ของคนไข้มักจะบอกว่าวิธีนี้มีประสิทธิภาพ เพราะทำให้สภาพร่างกายกายดีขึ้น ทำให้ผมสงสัยยว่าเป็นผลของ “ยาหลอกหรือพลาซีโบ”ซึ่งเป็นยาที่ไม่มีตัวยาเป็นส่วนประกอบอยู่เลย มีแต่แป้งหรือน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก จึงไม่มีผลในการรักษามะเร็งที่แท้จริง แต่แพทย์กลับมั่นใจว่า “ได้ผลแน่” เมื่อยื่นยาปลอมที่เป็นเพียงแป้งอัดเม็ดให้ แล้ว 30% ของคนไข้ที่มีปัญหาปวดหัวหรือนอนไม่หลับก็จะรู้สึกไปเองว่า “มันได้ผล” ซึ่งไม่ว่าจะทำการทดลองแบบไหนผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นเช่นนั้น แต่บรรดาแพทย์กลับฟันธงว่า “ วิธีรักษามะเร็ง ” จนถึงขั้นสรุปมาเป็นหนังสือขาย ดังนั้นประสิทธิภาพของยาหลอกก็ย่อมสูงตามความเชื่อผิดๆ ไปแล้ว

  1. อาการดีขึ้นอาจเป็นเพราะหยุดการรักษาก็ได้

ตัวอย่างเช่น ดร. มะรุยะมะเป็นผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันมะเร็ง SSM (Specific Substance Maruyama) ซึ่งทำให้สภาพร่างกายดีขึ้นจนวัคซีนมีชื่อเสียงขึ้นมา เขาแนะนำคนไข้ที่มาตรวจให้หยุดการรักษาที่ผ่านมาทั้งหมด เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่น่าจะได้รับผลข้างเคียงร้ายแรงจากการทำเคมีบำบัดมาอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์คือสภาพร่างกายดีขึ้น อยู่ได้นานขึ้น แต่ผมก็คิดว่าคงเป็นเพราะคนไข้หยุดทำเคมีบำบัดซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่มากกว่าการฉีดวัคซีน

บางทีผมก็ได้ยินว่ายาเคมีหรือวัคซีนป้องกันมะเร็งมีประสิทธิภาพเพราะเจ้าตัวอยู่มาได้หลายปี ทั้งที่หมอบอกว่าอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปี แต่ผมก็มีผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่หมอบอกว่า “อยู่ได้อีกครึ่งปี” ซึ่งรักษาโดยการปล่อยเนื้อร้ายทิ้งไว้ แล้วจริงๆ อยู่ได้ถึง 3ปี 5 ปี หรือ 10 ปีตั้งหลายคนนะครับ

จงระวัง “การรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน”

ไม่ว่าวิธีไหนก็ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ายืดชีวิตผู้ป่วยออกไปได้ แต่ค่ารักษากลับแพง เช่น ที่ญี่ปุ่นหากกินเห็ดบางอย่างตามหมอสั่ง จะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากกว่า 200,000 เยน (ประมาณ 54,300 บาท) แล้วถ้าใช้ประกันสุขภาพเงินหลายพันเยนในส่วนที่ตัวเองต้องรับภาระก็จะนำไปใช้ตรวจรักษาได้อย่างอิสระ ผมได้ยินมาว่าจำนวนเงินสูงสุดในการรักษาที่อาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งบอกมานั้น “ร่วม 20 ล้านเยน”

ยังมีคนไข้หลายคนจ่ายเงินบั่นทอนชีวิตตนเอง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดแดงต่างจากชนิดที่เป็นมะเร็งที่เป็นก้อน ซึ่งการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดนั้นได้ผลดีอยู่แล้ว แต่คนไข้กลับเดิมพันด้วย “วิธีรักษาที่มีพลังทางธรรมชาติสูง” จนเสียชีวิต

คนไข้บางคนแอบต้มยาสมุนไพรกินโดยไม่บอกผม แล้วจู่ๆ ผิวหนังก็หลุดลอกไปทั้งตัว และเสียชีวิตอย่างทรมาน

มักมีคนพูดว่ายาสมุนไพร “ใช้ได้กับโรคมะเร็ง” แต่คุณโฮะโซะยะ เอกิชิ ผู้ผลิตยาสมุนไพรและมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาของ TSUMURA&CO. เขียนบอกไว้ในหนังสือศาสตร์การแพทย์แผนจีน เมื่อ 20 ปีก่อนว่า “ไม่มียาสมุนไพรจีนตัวใดรักษามะเร็งได้” และปัจจุบันทฤษฎีนั้นก็ยังคงอยู่

นอกจากนี้ วิธีรักษามะเร็ง ที่ชื่อ “การรักษาแบบภูมิคุ้มกัน” ยังมีข้อขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งเอาไว้ผมจะอธิบายอย่างละเอียดใน “เรื่องต้องรู้” ข้อถัดไปนะครับ

มีคนอธิบายไว้ว่า “ในร่างกายมนุษย์จะเกิดเซลล์มะเร็งประมาณ 50,000 เซลล์ต่อวัน แต่โดนเซลล์ภูมิคุ้มกันจัดการเรียบ” หากเป็น “สิ่งแปลกปลอม” จากข้างนอกเข้าสู่ภายในร่างกายอย่างไวรัสไข้หวัดใหญ่ มันจะถูกเซลล์ภูมิคุ้มกันจับและกำจัดจริง

ทว่าเซลล์มะเร็งคือเซลล์ปกติในร่างกายที่แปรเปลี่ยนไป สร้างโปรตีนและเติบโต “ด้วยตัวของมันเอง” ดังนั้นเซลล์ภูมิคุ้มกันจึงไม่อาจตรวจจับได้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นการรักษาโดยใช้ภูมิคุ้มกันจึงเป็นวิธีที่มีความขัดแย้งในตัวเองเลยละครับ

“ยาหลอกเป็นยาที่ไม่มีตัวยาเป็นส่วนประกอบอยู่เลย มีแต่แป้งหรือน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก จึงไม่มีผลในการรักษามะเร็งที่แท้จริง แต่แพทย์กลับมั่นใจว่า ‘ได้ผลแน่” เมื่อยื่นยาปลอมที่เป็นเพียงแป้งอัดเม็ดให้…”

 

ฟื้นฟูโรคมะเร็งพองกลับมาปกติอีกครั้ง ไม่ต้องพึ่งหมอ ด้วยอาหารเสริม พลูคาวพลัสลูทีน ดีที่สุดในประเทศไทย

มีรีวิวผู้ทานจริงมากมาย สามารถสอบถามสั่งซื้อได้ที่  064-456-1565  Line : 0644561565

เพิ่มเพื่อน

 

อ้างอิงข้อมูลนี้มาจากหนังสือเรื่อง ” 47 เรื่องต้องรู้ก่อนไปหาหมอ ” คนเขียนคือ คนโด มะโกะโตะ

แพทย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในญี่ปุ่นในปี 2012

และ นายแพทย์คนโด มะโกะโตะ ยังได้รับเกียรติให้รับรางวัล “Kikuchi Kan Awards ครั้งที่ 60” หากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พอจะได้ความรู้มากขึ้น

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook